DJI Dock – การใช้งานโดรนตำรวจเพื่อเพิ่มการป้องกันทางอากาศ

ถอดบทเรียนการใช้ DJI Dock เพื่อการเฝ้าระวังในประเทศมาเลเซีย กรมตำรวจภูธรในประเทศมาเลเซียได้เดินหน้าผลักดันขีดความสามารถในการตรวจตราเชิงรุกบนพื้นที่ที่รับผิดชอบด้วยการผนวกการทำงานของ DJI Dock และโดรนสำหรับตรวจตราและกู้ภัย ตัวท็อปอย่าง DJI Matrice 30T เพื่อทำการวางโปรแกรมการบินตรวจตราพื้นที่อัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกรมตำรวจ ในการตรวจสอบติดตามกิจรรมที่น่าสงสัยหรือสุ่มเสี่ยงที่จะเข้าข่ายการก่ออาชญากรรม ในบทความนี้ Aonic Thailand จะพาทุกท่านสำรวจวิธีการใช้ DJI Dock เพื่องานเฝ้าระวัง ในอดีต…. แนวทางเชิงรุกเพื่อปรับปรุงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของกรมตำรวจภูธรนั้นมุ่งเน้นไปที่การจัดตั้งทีมงานเพื่อใช้การสำรวจทางอากาศด้วยโดรนเพื่อตอบโจทย์จุดประสงค์ต่างๆ อาทิ การตรวจตราจากมุงมองบนอากาศในช่วงเหตุการณ์สำคัญ การตรวจเช็คความลื่นไหลของจราจรในช่วงเทศกาลหยุดยาว  และการเฝ้าระวังทางอากาศเป็นประจำทุกวันในพื้นที่สุ่มเสี่ยง ในสถานณการ์ณเหล่านี้ทีมนักบินโดรนเคลื่อนที่จะได้รับมอยหมายให้ ดูภาพรวมความปลอดภัยในที่สาธารณะจัดการควบคุมฝูงชน และกระจ่ายข่าวเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ต่อสถาณการณ์ที่เกิดการอย่างไรก็ตาม การทำงานนั้นยังคงจำเป็นที่จะต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวน2-3คนในการขับรถบรรทุกโดรน เตรียมการการปล่อยโดรน และขับโดรน ณ สถานที่ติดตั้งและปล่อยโดรน ด้วยข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายให้ทันแก่สถานณ์การณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับวัย กรมตำรวจได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้แนวทางที่มีประสิทธิภาพและรวมศูนย์มากขึ้น จึงตัดสินใจเลือก DJI Dock ให้เข้ามาแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกของทีมงาน ด้วยความพยายามที่จะปรับปรุงแผนการปฏิบัติงานให้ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองของท้องถิ่นได้อยากมีประสิทธิภาพ ลดเวลาการเตรียมตัว แตกต่างจากเมื่อก่อนที่ทีมงานจะต้องเดินทางไปยังจุดต่างๆและฝ่าการจราจรที่ไม่อาจคาดเดา การใช้งาน DJI Dock ทำให้ปัญหาด้านลอจิสติกส์นั้นไม่เกิดขึ้นอีก  สามารถสั่งการและควบคุมสถาน์การ์ณจากที่กรม พร้อมออกแบบการรับมือที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างราบรื่อน ด้วยความสามารถในการตั้งการบินอัตโนมัติ ทำให้ การเที่ยวบินของโดรน ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างแม่นยำ […]

เปรียบเทียบ โดรนตรวจจับความร้อน รุ่นล่าสุดจาก DJI

โดรนตรวจจับความร้อน ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยศักยภาพในการตรวจจับความร้อนและบ่งบอกความแตกต่างของอุณหภูมิในพื้นที่ซึ่งยากต่อการเข้าถึงและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง ผู้ใช้งานในปัจจุบันสามารถเปรียบเทียบภาพสีธรรมดาและภาพ Thermal ได้แบบเรียลไทม์ ขณะบิน ทำให้การใช้งาน โดรนตรวจจับความร้อน สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสถานะการณ์ อาทิ การรับมืออัคคีภัยทั้งในตัวอาคารและไฟป่า การตรวจสอบอาคารและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อหารอยรั่ว การดำเนินงานช่วยเหลือและค้นหาผู้ประสบภัย การประยุกร์ใช้ในการเกษตร และอื่นๆอีกมาก ในบทความนี้ Aonic ขอพาทุกท่านสำรวจ หลักการการทำงานของกล้องตรวจจับความร้อน พร้อมตัวอย่างการทำงานของ DJI thermal drones ในสถานที่จริง วิธีประยุกร์ใช้โดรนตรวจจับความร้อน 1. การรับมืออัคคีภัยและไฟป่า ในสถานการณ์จริง อุปสรรคที่สำคัญคือวิสัยทัศน์ของที่ปฏิบัติงานซึ่งถูกจำกัดด้วย กลุ่มควันหนาทึบ ทำให้การตามหา จุดต้นตอของความร้อนนั้นทำได้ยาก เพิ่มความอันตรายให้แก่ทีมงาน โดยเฉพาะในไฟป่าที่การลุกลามสามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว การใช้กล้องจับความร้อนผ่านโดรน สามารถ บ่งบอก Hot spots หรือจุดความร้อนได้จากภาพมุมสูงผ่านกลุ่มควันที่ลอยตัวอยู่ ทำให้การดับเพลิงนั้นเป็นไปอย่างตรงจุดเนื่องด้วยกลุ่มก้อนความร้อนจะถูกแสดงบนหน้าแสดงผลพร้อมตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อให้ทีมงานสามารถ สร้างแผนการรับมือและเส้นทางการลำเลียงน้ำและผู้ปฏิบัติงานภายใต้วิสัยทัศน์ที่มีจำกัดเป็นไปได้อย่างปลอดภัย ในกรณีที่อัคคีภัยเกิดขึ้นในอาคาร ผู้ใช้งานสามารถตรวจความมั่นคงของพื้นที่บางส่วนของตรวจอาคารเพื่อประเมินความปลอดภัยในการเข้าช่วยเหลือ Case Study การใช้โดรน DJI Matrice 30 ใน Texas ประเทศสหรัฐอเมิรกา […]

เพิ่มประสิทธิภาพใน งานก่อสร้าง ด้วยโดรนสำรวจ

งานก่อสร้าง ที่เสร็จเร็วขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น และมีผลตอบรับที่คุ้มค่ามากขึ้น นับเป็นเป้าหมายที่ ผู้รับเหมาและทีมวิศวกรในงานก่อสร้างถวิลหา ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้มักจะถูก ขัดขวางด้วยปัญหาทั่วๆไปที่กลายมาเป็น Pain point ถาวรของงานก่อนสร้างอย่างหน้าปวดหัว อาทิ การขาดข้อมูลดิจิตอลที่แม่นยำของแบบแปลงเพื่อเช็คความคืบหน้าของงาน การขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและทักษะที่ต้องการ ความผิดพลาดทางการสื่อสารและการบรีฟงานที่ผิดพลาด  ด้วยเทคโนโลยี โดรน อุตสาหกรรมในปัจจุบัน ผู้รับเหมาสามารถแก้ไขจุดบอดเหล่านี้และยกเครื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไม่เห็นฝุ่น ตั้งแต่การสำรวจ ทำแผนที่และแบบจำลอง 3D ทางภูมิศาตร์ การจัดการ Logistic คำนวนปริมาตรกองวัสดุ (Stockpile) การกำกับดูแลงานพร้อมตรวจสอบความปลอดภัย และการเช็คความคืบหน้าและแบบแผนการก่อนสร้างกับ BIM  ในบทความนี้ Aonic Thailand ผู้ให้บริการโซลูชั่นโดรนครบวงจร ขอพาทุกท่านสำรวจเพิ่มเติมและตอบคำถามว่าทำไมโดรนถึงกลายเป็นเทคโนโลยีที่ขาดไม่ได้ในงานก่อนสร้าง  หน้าที่ของโดรนใน งานก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนก่อสร้าง: เริ่มต้นด้วยการสำรวจทางอากาศอย่างละเอียดของสถานที่ก่อสร้าง ซึ่งอาจจะไม่มีถนนตัดเข้าถึง การใช้โดรนเพื่อทำแผนที่โดยรอบของสถานที่ซึ่งสามารถ สร้างแผนที่ บ่งบอกความสูงต่ำ ของหน้าดินพร้อมรังวัดพื้นที่อย่างแม่นยำเพื่อความคล่องตัวในการออกแบบโครงสร้างและความแม่นยำในการตีราคาการก่อสร้าง จากการที่สถาปนิกสามารถวิเคราะห์สภาะแวดล้อมและปัจจัยต่องานก่อสร้างได้ครบครัน อำนวยความสะดวกและตรวจเช็คความคืบหน้า: รวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ตลอดระยะเวลาการก่อสร้าง เพื่อนำมาเปรียบเทียบความคืบหน้าของการก่อสร้างและเพื่อการจัดทำ BIM บันทึกข้อมูลได้อย่างตรงจุด ง่ายต่อการส่งต่อข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ลดความผิดพลาดทางการสื่อสาร ตรวจเช็คความเรียบร้อยของการทำงานพร้อมออกแบบ Workflow ให้เข้ากับสถานะการณ์ […]

สำรวจ เหมืองแร่ และคำนวนปริมาตรแร่ที่ขุดได้ด้วยโดรน

สืบเนื่องจาก หลักเกณฑ์และวิธีการรายงานการทำเหมือง  พ.ศ. 2562  โดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐาน ซึ่งกำหนดให้เหมืองแร่ที่มีขนาดไม่เกิน 100 ไร่ ต้องจัดทำรายงานข้อมูลการรังวัดภูมิประเทศพื้นที่ประทานบัตรด้วย UAV ปีละ1 ครั้ง และเหมืองแร่เนื้อที่ไม่เกิน 625 ไร่ จัดส่งรายงานปีละ 2 ครั้ง ทำให้โดรนกลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าจับตามองและเริ่มถูกนำมาใช้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในอุตสาหกรรม เหมืองแร่ ของประเทศไทย แต่รู้หรือไม่ว่านอกเหนือจากการทำรายงาน เทคโนโลยีโดรนยังสามารถเพิ่มศักยาภาพการทำงานในด้านต่างๆของเหมืองแร่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ หรืออีกนัยคือตั้งแต่วางระบบการขุดเจาะ จนถึงการคำนวนหาปริมาณแร่ที่ขุดได้  ในบทความนี้ Aonic Thailand ผู้ให้บริการโดรนอุตสาหกรรมครบวงจร ขอพาทุกท่านสำรวจการประยุกร์ใช้โดรนในด้านต่างๆเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำงานของ เหมืองแร่ และการคำนวนหาปริมาตรของวัสดุ (Stockpile) ซึ่งส่งผลถึงการจัดการ Supply Chain ของเหมืองแร่  การประยุกต์ใช้โดรนใน เหมืองแร่ หลักๆแล้วเราสามารถนำโดรนมาประยุกต์ใช่ใน ไซท์งานได้ในทุกระยะของการปฏิบัติงาน โดยจะแบ่งอออกเป็น 1. ระยะการวางระบบและจัดการความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน 2. ระยะการดำเนินการงานขุดเจาะและก่อนสร้าง 3. ระยะการจัดการ Supply Chain ซึ่งการใช้โดรนได้เข้ามาช่วยให้การทำงานในแต่ละระยะนั้น สมูธมากขึ้นจากข้อมูลที่แม่นยำและการพลิกแพลงข้อมูลมาใช้ได้อย่างหลากหลายโดยใช้ผู้ดำเนินงานเพียงไม่กี่คน ระยะที่ 1 […]

หลักการ Photogrammetry ด้วยโดรนสำรวจ

Photogrammetry โดยย่อแล้วคือการรังวัดโดยอาศัยภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายจากกล้องถ่ายภาพทั่วไปหรือภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งเข้ามาปฏิวัติการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย อาศัยค่าการจัดวางภายนอกของภาพ (ExteriorOrientation Parameter,EOP) หรือก็คือค่าพิกัดสามมิติและทิศทางการวางตัวในแกนสามมิติของกล้อง ณ เวลาที่ทำการถ่ายเพื่อนำมาคำนวณหาค่าพิกัดของวัตถุบนภาพโดยอาศัยสมการร่วมเส้น (Collinearity Equation) ร่วมกับระยะโฟกัส (Focal range) ในการคำนวณ ได้เป็นค่าพิกัดบนพื้นโลกของวัตถุที่อยู่บนภาพ  ในบทความนี้ Aonic จะพาทุกท่านสำรวจหลักการพื้นฐานของ Photogrammetry  พร้อมจำแนกรูปแบบ แผนที่และแบบจำลองที่สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ผ่านการทำ Photogrammetry ด้วยโดรน หลักการทำงาน https://www.youtube.com/watch?v=Blr3suSQt-Q Photogrammetry เป็นวิธีการรังวัดทางอ้อมผ่านทางภาพถ่าย โดยใช้ซอฟท์แวร์เพื่อทำการประมวลผลคำนวณหาค่าพิกัดบนพื้นโลกของแต่ละพิกเซลบนภาพหลายร้อยภาพรวมกันจนกลายเป็นจุดภาพสามมิติหรือ Point Cloud ที่เป็นตัวแทนของลักษณะของภูมิประเทศหรือวัตถุต่างๆที่อยู่บนภาพให้มาแสดงอยู่ในรูปแบบของจุดพิกัดสามมิติในระบบคอมพิวเตอร์  การถ่ายภาพต้องทำการถ่ายให้มีส่วนซ้อนส่วนเกย (Overrlap -Sitelap) กันมากพอโดยหากมีส่วนซ้อนส่วนกายมากเท่าไหร่ค่าพิกัดที่คำนวณได้จะมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น​ จากนั้นจะนำภาพเหล่านั้นที่ได้มาต่อกันและดัดแก้ความผิดเพี้ยนทางตำแหน่งจากนั้นรวมกันจนกลายเป็นภาพแผนที่ใหญ่ผืนเดียวหรือที่เรียกว่าแผนที่ภาพออโธ (Orthomosaic) เพื่อใช้ในงานรังวัดและการทำแผนที่ นอกจากนั้นยังสามารถนำ Point Cloud มาทำการสร้างแบบจำลองความสูง (DSM) แบบจำลองความสูงภูมิประเทศ (DTM) รวมถึงเส้นชันความสูง (Contour Line) เพื่อนำมาใช้งานทางด้านการก่อสร้างและการออกแบบ วิธีวางแผนการบินและปัจจัยที่ส่งผลต่อความถูกต้อง Image […]

LiDAR ในโดรนสำรวจและวิธีการประมวลผล Point Cloud

เทคโนโลยี LiDAR หรือ “Light Detection and Ranging” ถือเป็นจุดชี้วัดการเปลี่ยนแปลงของการสำรวจด้วยโดรนอย่างสิ้นเชิง ด้วยศักยภาพในการประมวลผลข้อมูล 3 มิติความละเอียดสูงอย่างแม่นยำ ซึ่งสามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมป่าไม้ ที่เทคโนโลยีนี้ ช่วยในการประเมินความหนาแน่นของต้นไม้และติดตามสภาพของป่า การวางผังเมืองและตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน การประเมิณมาตราฐานเหมืองแร่ การคำนวนคลังสินค้า (Stockpile) การสำรวจโบราณสถาน และอื่นๆอีกมาก ในบทความนี้ Aonic จะพาทุกท่านสำรวจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยี LiDARพร้อมวิธีการประมวลผลข้อมูล Point Cloud เพื่อสร้างแผนที่ 3 มิติที่แม่นยำ  LiDAR คืออะไรและทำงานอย่างไร? Light Detection and Ranging หรือ LiDAR  คือวิธีการตรวจจับระยะไกลที่ใช้พลังงานเลเซอร์เพื่อวัดระยะระหว่าง ตัวSensorและวัตถุบนพื้นดิน โดยพลังงานที่ส่งออกไปจะกระทบไปยังวัตถุ และส่งกลับมาที่ Sensor ทำให้เราสามารถคำนวนและวิเคราะห์ระยะเวลาที่พลังงานเลเซอร์สะท้อนกลับมา ทำให้ สามาร สร้างภาพ 3 มิติที่แม่นยำของพื้นที่และวัตถุที่อยู่ด้านล่าง  ตัว LiDAR นั้นจัดเป็น “Active Sensor” […]

เครื่องรับสัญญาณ GNSS กับการสำรวจเหมืองแร่

การใช้ เครื่องรับสัญญาณ GNSS ในการสำรวจเหมืองถือเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสกัดทรัพยากรจากพื้นดิน เนื่องจากการใช้อุปกรณ์เสริมนั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้และสร้างความสะดวกสบายแก่การดำเนินงานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำแผนที่ การวางแผน และการตรวจสอบไซต์การขุดได้อย่างแม่นยำ  ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเครื่องรับสัญญาณ GNSS  (Global Navigation Satellite System) ได้ปฏิวัติการสำรวจเหมืองแร่อย่างมากในด้านความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ในบทความนี้ Aonic Thailand จะเจาะลึกบทบาทของตัวรับ GNSS ในการสำรวจเหมืองแร่เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการขุดอย่างไร (อ่านเติมเติม: RTK คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร) ฟังค์ชันสำคัญของ เครื่องรับสัญญาณ GNSS เพื่อการวางแผนที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากสัญญาณกลุ่มดาวเทียม GNSS หลายกลุ่ม เช่น GPS, GLONASS, Galileo และ BeiDou ซึ่งทำงานร่วมกับเครื่องรับ GNSS จึงทำให้สามารถคำนวณพิกัดของแร่ รวมถึงการวางตำแหน่งได้อย่างแม่นยำ โดยสิ่งนี้นับเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างแผนที่ไซต์เหมืองอย่างละเอียด เพื่อนำไปปรับเค้าโครงของการดำเนินการให้เหมาะสมแก่การขุดนั่นเอง การรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ในการสำรวจเหมืองแบบดั้งเดิม การรวบรวมข้อมูลมักเกี่ยวข้องกับการวัดด้วยตนเองและเทคนิคการสำรวจภาคพื้นดิน ซึ่งอาจใช้เวลานานอีกทั้งยังต้องใช้แรงงานจำนวนมากด้วยเช่นกัน ในทางกลับกันการสำรวจที่มีการใช้งาน GNSS ด้วยโดรนหรือ GNSS rover units สามารถช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับกระบวนการรวบรวมข้อมูล […]

ทศวรรษใหม่ของการ รังวัดที่ดิน ด้วยโดรน

ในทศวรรษที่ผ่านมา ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการ ‘รังวัดที่ดิน’ ด้วยเช่นกัน วิธีการสำรวจและรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีแบบดั้งเดิมนั้น กำลังถูกท้าทายด้วยแนวทางใหม่ปฏิวัติวงการซึ่งนั่นคือการสำรวจด้วยโดรน ปัจจุบันเทคโนโลยีโดรนครอบคลุมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์และกล้องขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บข้อมูลให้มีความแม่นยำและมีรายละเอียดที่ครบถ้วนแก่การใช้งาน วันนี้ Aonic Thailand จะอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการสำรวจด้วยโดรนกับวิธีการแบบดั้งเดิม โดยจะเน้นให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธี ข้อดีของการ รังวัดที่ดิน ด้วยโดรน ความแม่นยำสูง ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างหนึ่งของการสำรวจด้วยโดรนคือความสามารถในการเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดและแม่นยำสูง ซึ่งแตกต่างจากเทคนิคการสำรวจแบบดั้งเดิมที่มักเกี่ยวข้องกับการวัดด้วยมือและอาศัยอุปกรณ์ภาคพื้นดินที่มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ในทางกลับกัน โดรนที่ติดตั้งเทคโนโลยี GNSS (ทำหน้าที่คล้าย GPS สำหรับระบุตำแหน่งพื้นที่) และเซ็นเซอร์ขั้นสูงสามารถจับข้อมูลด้วยระดับความแม่นยำแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งช่วยในการลดข้อผิดพลาดและสามารถเพิ่มคุณภาพโดยรวมของการสำรวจได้ ประสิทธิภาพสูงด้วยเวลาอันสั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการจัดการเวลาเป็นสิ่งสำคัญในทุกๆโครงการ และการสำรวจด้วยโดรนมีข้อได้เปรียบอย่างมากในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานและการประหยัดเวลา วิธีการทำรังวัดแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องลงมือไปไปสำรวจที่ดินด้วยตนเอง อาศัยการวัดด้วยมือซึ่งถือเป็นการประมวลผลข้อมูลที่ใช้เวลานาน อย่างไรก็ตามด้วยนวัตกรรมโดรนทำให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ในเวลาอันสั้น จับภาพทางอากาศหรือการสแกน LiDAR โดยที่อาศัยการใช้แรงงานน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังสามารถประมวลผลข้อมูลที่รวบรวมโดยโดรนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถตัดสินใจและดำเนินโครงการได้เร็วขึ้น ความปลอดภัยและการเข้าถึง การสำรวจด้วยโดรนถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าวิธีการแบบเดิมที่ใช้ในการสำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่อันตรายหรือยากต่อการเข้าถึง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการส่งนักสำรวจเข้าไปในยังพื้นที่อันตราย ปัจจุบันด้วยทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดรนสามารถใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลจากระยะไกลได้ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจหน้าผาสูงชัน การตรวจสอบโครงสร้างที่สูง หรือการประเมินพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดรนจึงถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่านั่นเอง ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน แม้ว่าการลงทุนครั้งแรกในเทคโนโลยีโดรนมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่หากมองในแง่มุมของความคุ้มทุนในระยะยาวในการสำรวจด้วยโดรนนั้นถือเป็นสิ่งที่คุ้มค่า ด้วยวิธีการสำรวจแบบดั้งเดิมมักจะต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก อุปกรณ์พิเศษ และการทำงานภาคสนามที่กว้างขวาง ในทางกลับกัน […]

RTK นวัตกรรมแม่นยำสูงสุดเพื่อโดรนสำรวจ

ในท้องตลาดทุกวันนี้ จะเห็นได้ว่ามีโดรนอุตสาหกรรมมากมายที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการนำมารังวัดที่ดิน ทำแผนที่ ตรวจสอบอาคาร และกู้ภัย (Blog: โดรนสำรวจเหมาะกับอุตสาหกรรมใด) ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำงาน คือค่าความแม่นยำของพิกัดและความละเอียดของข้อมูลที่เก็บมาเพื่อประมวณผลของโดรน จะเห็นได้ว่า โดรนสำรวจของ DJI บางรุ่นจะมี คำว่า RTK มาต่อท้ายเสมอ (Blog:โดรนสำรวจ DJI Matrice 350 RTK และ DJI Mavic 3 Enterprise ต่างกันอย่างไร) แล้ว RTK มันคืออะไร? และเพราะอะไรถึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบินโดรน? Aonic Thailand มีคำตอบ…. RTK คืออะไร? Real-Time Kinematics (RTK) หรือการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ เป็นเทคนิคที่ใช้ในด้านการนำทางด้วยดาวเทียมเพื่อปรับปรุงความแม่นยำของระบบการระบุตำแหน่ง ถูกผนวกใช้กับระบบดาวเทียมทั่วโลก (GNSS) เช่น GPS (Global Positioning System) ซึ่งการดำเนินการนั้นคือการทำงานร่วมกันของ สถานีฐาน (Base station) และ เครื่องรับสัญญาณ (Rover) […]

โดรนสำรวจ Matrice 350 RTK และ Mavic 3 Enterprise ต่างกันอย่างไร

ในปัจจุบัน โดรนสำรวจได้ปฏิวัติวงการทำรังวัดที่ดินและการทำแผนที่เชิงพาณิชย์รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ด้วยความสามารถในการรวบรวมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพความแม่นยำ ระดับความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่เซนติเมตร เนื่องด้วยตอนนี้ตัวเลือกโดรนในตลาดมีมากมาย และผนวกกับความเข้าใจผิดระหว่าง โดรนทั่วไป และโดรนเพื่อการสำรวจ (โดรนแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร) ว่าเป็นโดรนประเภทเดียวกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง โดรนสำรวจแต่ละรุ่น เพื่อเลือกใช้โดรนที่เหมาะสมต่อการทำงาน วันนี้ Aonic Thailand ขอนำเสนอโดรนเพื่อการสำรวจตัวท็อปทั้งสามรุ่นของ DJI ได้แก่ Matrice 350 RTK, Mavic 3 Enterprise และ Mavic 3 Enterprise Thermal มาดูกันว่าแต่ละรุ่นมีความเหมือนต่างกันอย่างไรบ้าง รูปร่างและความสะดวกในการพกพา Design & Portability Mavic 3 Enterprise & Mavic 3 Enterprise Thermal ทั้งสองรุ่นมีขนาดที่กะทัดรัดและถูกออกแบบมาเพื่อการพกพาที่สะดวก ซึ่งตัวโดรนมีน้ำหนักเพียง 915-960 กรัม มีขนาดลำตัวโดรนที่เล็กกว่า Matrice 350  RTK  ถึง 4 เท่า จึงอาจจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการความคล่องตัวในการทำงานภาคสนามที่มากกว่า  Matric […]